กรมวิทย์ฯ แถลงเฝ้าระวังโควิดพบ BA.4 และ BA.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นรวดเร็ว แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ารุนแรงขึ้น

กรมวิทย์ฯ เผยโควิด-19 โอมิครอน BA.4 และ BA.5 ครองพื้นที่ระบาดในไทยกว่า 45% เคยติดโอมิครอนอื่นแล้วติดซ้ำได้ ยังไม่มีรายงานอาการหนักหรือเสียชีวิตจากสายพันธุ์นี้เข้ามา จับตาอีก 2-3 สัปดาห์ถึงจะเห็นแนวโน้มจริงการระบาดสายพันธุ์นี้ในไทย การเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 19 และการกลายพันธุ์ของเชื้อว่าโควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอน เป็นสายพันธุ์หลักของการระบาดทั่วโลก องค์การอนามัยโลกจัดให้ BA.4 และ BA.5 เป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตาดู (VOC-LUM) ในหลายประเทศพบสัดส่วนของ BA.5 เพิ่มขึ้น จากการสุ่มเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิดในประเทศไทย ขณะนี้ ร้อยละ 53.79 ยังคงเป็นเชื้อ โอมิครอน BA.2 รองลงมา คือ โอมิครอน BA.4/BA.5 ร้อยละ 45.71 และร้อยละ 0.51 เป็นเชื้อโอมิครอน BA.1 ข้อมูลระหว่างวันที่ 18 – 22 มิถุนายน 2565 สุ่มพบสายพันธุ์โอมิครอน BA.4 และ BA.5 ในประเทศไทย จากการตรวจเบื้องต้น 181 ราย ซึ่งมีการตรวจยืนยันด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว (WGS) และรายงานเข้าสู่ระบบฐานกลาง GISAID …

แพทย์เตือน! โหมงานหนัก พักผ่อนน้อย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด “โรคงูสวัด”

สถาบันแพทย์โรคผิวหนังชี้ ! การพักผ่อนน้อยทำให้ร่างกายอ่อนแอ เพิ่มความเสี่ยงของการเกิด “โรคงูสวัด” ซึ่งโรคงูสวัดเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส พร้อมแนะนำการหลีกเลี่ยงปัจจัยการกระตุ้นต่างๆที่เป็นสาเหตุ หากพบอาการของโรคมีอาการผิดปกติหรือมีอาการที่รุนแรงขึ้น แนะนำให้พบแพทย์ด้านผิวหนังทันที โรคงูสวัด คืออะไร ? โรคงูสวัด เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ที่เรียกว่า ไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคสุกใส และเป็นไวรัสที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับไวรัสเริม สาเหตุของโรคงูสวัด โดยที่ผู้ป่วยเมื่อเป็นโรคสุกใสแล้ว เมื่อหายจากโรค เชื้อไวรัสจะเข้าไปซ่อนในปมประสาท และจะถูกกระตุ้นเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ หรือภูมิคุ้มกันต่ำลง เช่น ร่างกายอ่อนเพลีย มีความเครียด การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ กลุ่มผู้สูงอายุและ ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ป่วยที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้ยาเคมีบำบัด ซึ่งทำให้อาการของโรคกำเริบเกิดเป็นโรคงูสวัดได้ อาการของโรคงูสวัด ปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนัง มีผื่นแดงตามด้วยตุ่มน้ำในลักษณะเป็นกลุ่มเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท ตุ่มน้ำสามารถกลายเป็นตุ่มหนองและแตกเป็นแผล หรือเป็นสะเก็ดตามมาได้ หลังจากอาการทางผิวหนังหายแล้ว อาจมีอาการปวดเรื้อรังในผู้ป่วยบางราย รวมถึงอาจมีแผลเป็นตามหลังได้ วิธีการรักษาโรคงูสวัด การรักษาตามอาการและการรักษาร่วมกับการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อช่วยให้การหายของโรคเร็วขึ้น และให้ยาแก้ปวดปลายเส้นประสาท เพื่อป้องกันและลดความทุกข์ทรมานจากโรคงูสวัด วิธีป้องกันโรคงูสวัด ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ รวมไปถึงการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ด้วยการดูแลสุขภาพ ลดความเครียด และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อลดโอกาสของการเกิดโรคงูสวัดได้ กรมการแพทย์

กรมอนามัยเผย ปชช.ดูแลสุขภาพช่วงหน้าฝน แนะกินผักผลไม้ หลีกเลี่ยงการลุยน้ำท่วมขัง

กรมอนามัยเผย เป็นห่วงสุขภาพของประชาชนในช่วงหน้าฝน แนะนำให้ทานผักผลไม้ สมุนไพร พกเสื้อกันฝนและร่มติดตัว หลีกเลี่ยงการลุยน้ำท่วมขัง จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคที่มากับน้ำได้ ประเทศไทยเข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการ ทำให้มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ การดูแลสุขภาพในช่วงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะอาจส่งผลไปถึงการป่วยไข้ เป็นหวัด ไอ เจ็บคอ ได้ง่าย แนะนำให้กินผักผลไม้ สมุนไพร เช่น พริกหวาน บรอคโคลี กะเพรา กระเทียม หอมแดง หอมใหญ่ ตะไคร้ มะนาว ขิง ขมิ้น เป็นต้น พืชผักสมุนไพรเหล่านี้มีสารอาหารมากมายที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ให้กินผลไม้เป็นประจำ โดยเฉพาะผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เช่น มะละกอ ส้มเขียวหวาน ส้มโอ สตรอว์เบอร์รี ฝรั่ง เงาะ ลิ้นจี่ เป็นต้น จะช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ หากจะนำน้ำฝนไปใช้บริโภค ควรนำมากรองให้สะอาด และต้องผ่านการต้มสุก เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่มากับความชื้นในหน้าฝน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหาร อุจจาระร่วง หรือท้องเสียอย่างรุนแรงได้ ในช่วงหน้าฝน สำหรับพื้นที่ที่มีฝนตกเป็นประจำ แนะนำให้พกร่ม เสื้อกันฝน เพื่อป้องกันไม่ให้เปียกชื้น หากร่างกายเปียกฝน ควรเตรียมเสื้อผ้าไว้ผลัดเปลี่ยน จะช่วยให้ไม่ต้องอยู่ในสภาพเปียกชื้นนานๆ เพราะอาจทำให้ร่างกายหนาว สั่น …

อาหารที่ลดอาการอักเสบ ช่วยบรรเทาอาการแบบธรรมชาติ ดีต่อร่างกาย ไม่ง้อยา

อาการอักเสบ สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วทุกส่วนของร่างกาย เชื่อว่าทุกคนเคยรู้สึกเจ็บปวดกับอาการอักเสบมาแทบนับไม่ถ้วน ในแต่ละครั้งที่เกิดอาการขึ้นมานั้น การดูแลและรักษาด้วยการใช้ยาจึงกลายเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรก เพราะสามารถทุเลาและยับยั้งอาการได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว แต่ถ้าหากใครที่ไม่อยากเสี่ยงแพ้ยาหรือไม่ต้องการสารตกค้างภายในร่างกาย อาหารบรรเทาอาการอักเสบนับได้ว่าเป็นตัวเลือกที่ดีอีกอย่างหนึ่ง แต่จะมีอาหารชนิดไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลย 1. ชาเขียวไร้คาแฟอีน ชาเขียว นับได้ว่าเป็นชาสุดยอดที่อุดมไปด้วยสรรพคุณมากมาย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ต่อต้านสิว และการอักเสบได้เป็นอย่างดี หากอยากได้ประโยชน์จากชาเขียวแบบเต็ม ๆ ก็ควรเลือกรับประทานชาเขียวชนิดที่ไม่มีคาเฟอีน และต้องเป็นชาเขียวแบบร้อนด้วย ถือได้ว่าเป็นอาหารบรรเทาอาการอักเสบได้ดีเลยทีเดียว 2. น้ำมันมะกอก เมื่อทางประเทศสเปน ได้ค้นพบว่า น้ำมันมะกอก จะมีกรดไขมันชนิดี และมีสรรพคุณช่วยรักษาดรคเทียบเท่ากับยาอักเสบ ไม่ใช่สเตียรอยด์ นอกจากนี้จะช่วยบรรเทาอาการปวดและการอักเสบภายในร่างกาย ซึ่งน้ำมันมะกอกยังมีประโยชน์ต่อหัวใจมากมายนั่นเอง 3. มะเขือเทศ มะเขือเทศ เป็นผักฉ่ำน้ำที่จะอุดมไปด้วยไลโคปีน มีช่วยลดอาการอักเสบได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการอักเสบของปอด ดังนั้นหากใครที่สะดวกจะรับประทานแบบสด ๆ หรือนำมาปั่นเป็นสมูธตี้เย็น ๆ ก็สามารถนำมาปั่นกันได้ แต่จะขึ้นอยู่กับชอบของแต่ละบุคคล 4. ถั่วเหลือง ผลการศึกษาที่ได้จากสัตว์ ได้เปิดเผยออกมาว่า ไอโซฟลาโวน และเอสโตรเจนที่อยู่ใน ถั่วเหลือง สามารถลดโปรตีนลงได้ และยังมีจุดเด่นช่วยลดอาการข้างเคียงจากการเกิดอักเสบหัวใจ และกระดูกของหนู สำหรับถั่วเหลืองถือได้ว่าเป็นอาหารบรรเทาอาการอักเสบได้ดี …

วิธีควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อให้สุขภาพดีอย่างยั่งยืน ฉบับง่ายและได้ผล

9 วิธีง่ายๆ ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งเสริมให้สุขภาพดีได้อย่างยั่งยืน หากทำได้อย่างต่อเนื่อง มาดูกันว่าทำอย่างไรได้บ้าง 1. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ หากร่างกายขาดน้ำ จะส่งผลทำให้เลือดข้น และส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอประมาณ 8 แก้วต่อวัน จะช่วยดับกระหาย และทำให้โอกาสที่เราจะไปเลือกดื่มน้ำหวานลดกระหายน้อยลง แต่ถ้าหากร่างกายได้รับน้ำเปล่าอย่างเพียงพออยู่แล้ว การดื่มน้ำเปล่าเพิ่มก็ไม่ได้ส่งผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่จะทำให้เราอิ่มน้ำ และไม่ไปดื่มเครื่องดื่มอย่างอื่นแทนได้ 2. ถ้าขาดชา กาแฟ ไม่ได้ ให้ชงเองคุมน้ำตาล หรือสั่งหวานน้อยให้ติดปาก สำหรับผู้ที่ติดการดื่มชา หรือ กาแฟนั้น กรณีชงดื่มเอง ลองสำรวจตัวเองดูว่า เครื่องดื่มที่ตนเองดื่มเป็นประจำนั้น มีการเติมน้ำตาล นมข้นหวาน หรือน้ำผึ้งมากหรือไม่ หากมีปริมาณมากลองลดการเติมจากเดิมครึ่งนึง แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นไม่เติมเพิ่ม แต่ถ้าสั่งซื้อจากร้าน พึงระลึกว่าน้ำตาลในเลือดสูงอยู่ ควรสั่งให้ติดปากว่า ขอหวานน้อย หรือ ไม่เติมน้ำตาล/นมข้นหวาน เพิ่ม 3. ก่อนซื้อเครื่องดื่ม อ่านฉลากโภชนาการสักนิด สะกิดตัวเองว่าน้ำตาลเกิน การอ่านฉลากโภชนาการ จะทำให้เราได้รู้ข้อมูลว่าเครื่องดื่มที่เราดื่มอยู่นั้น มีพลังงาน น้ำตาลหรือโซเดียมมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้ว่า จะเลือกกินเครื่องดื่มอะไรแบบไหนได้บ้าง ทางที่ดีก็ควรมองหาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่น้อยที่สุดแล้วกันนะคะ …

“ผักชี” ผักพื้นบ้านที่มีคุณประโยชน์มากมาย สมุนไพรไทย ดังไกลถึงต่างประเทศ

ผักชี นับว่าเป็นผักที่มีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกาย โดยชาวญี่ปุ่นได้รับความนิยมที่จะรับประทานผักชนิดนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีกลิ่นและสีที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน หลายคนอาจจะรู้สึกว่าผักชนิดนี้ไม่น่ารับประทาน ทั้งที่มีสรรพคุณเด่น ๆ ตั้งแต่รากจนถึงใบ ดังนั้นหากคุณพบเจอกับผักชนิดนี้อยู่ในอาหาร ก็ไม่ควรที่จะหลีกเลี่ยงรับประทาน วันนี้ทางเราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับผักชนิดนี้กันให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเรียนรู้ถึงสรรพคุณที่ไม่ควรพลาด ผักชี สมุนไพรที่คุณควรรู้จัก ผักชนิดนี้เป็นสมุนไพรที่คนไทยต่างก็รู้จักและคุ้นกลิ่นกันเป็นอย่างดี เพราะส่วนใหญ่แล้วจะนำผักชนิดนี้มาโรยบนอาหารบ้างก็นำรากหรือเมล็ดไปตำเพื่อเป็นเครื่องปรุงที่ส่งกลิ่นหอม ๆ ได้ แต่รู้หรือไม่ว่าประโยชน์ของผักชนิดนี้ มีดีที่กลิ่นและมีสีเขียวอีกด้วย จนกลายเป็นที่ฮิตในแต่ประเทศ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น สรรพคุณของผักชีทางด้านภูมิปัญญา สำหรับสรรพคุณที่ดีแทบจะมีทุกส่วนกันเลย เริ่มจากส่วนใบ ล้ำต้น เมล็ด และราก ใบ จะช่วยในการบำรุงธาตุภายในร่างกาย แก้อาการไอ แก้หวัด แก้อาการเวียนหัว แก้กระหายน้ำและยังช่วยดลระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย ลำต้น จะมีรสเผ็ด จะช่วยทำให้ขับเหงื่อ ขับลม ละลายเสมหะ และยังช่วยขับผื่นหัดให้ออกมาเร็วขึ้น ราก ช่วยการขับพิษไข้หัว รักษาหิด รักษาอีสุกอีใส และยังรักษาไข้อีดำอีแดงได้อีกด้วย ปริมาณที่นำมาใช้เป็นยารักษา การนำผักชีมาทำเป็นยารักษาโรคบางชนิดนั้น มักจะใช้ต้นผักชีแห้ง ๆ ประมาณ 10-15 กรัม หรือจะใช้ต้นสด 60-150 กรัม มาต้มดื่ม หรืออาจจะนำมาคั้น หากใช้ภายนอกก็ให้นำมาต้มชะล้าง หรือนำผักชีมาตำแล้วพอกให้ทั่วตัว …

เดือนมีนาคมนี้ ร่วมกันรณรงค์ต้านภัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงมีอัตราการเกิดโรคสูงขึ้นต่อเนื่องทุกปี จึงขอเชิญชวนประชาชนตระหนักถึงความสำคัญร่วมกันป้องกันการเกิดโรค จากสถิติทะเบียนมะเร็งประเทศไทยรายงานว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงถือเป็น 1 ใน 5 ของมะเร็งที่พบมากในคนไทยมีอัตราการเกิดโรคสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ปัจจุบันมีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 16,000 คนต่อปี เป็นเพศชายและหญิงราว 8,658 และ 7,281 คน ตามลำดับ และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 5,500 คนต่อปี สาเหตุของโรคส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรค โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภค เช่น การรับประทานอาหารในกลุ่มเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปที่ปิ้งย่างไหม้เกรียม อาหารที่มีไขมันสูง/อาหารฟาสฟูดส์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ การมีภาวะอ้วนน้ำหนักเกิน ตลอดจนการมีประวัติครอบครัวหรือตนเอง เป็นติ่งเนื้อในลำไส้ เป็นต้น โดยทั่วไปมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงในระยะเริ่มแรกมักจะไม่แสดงอาการ ซึ่งจะพบอาการก็ต่อเมื่อโรคลุกลามมากขึ้นจนถึงระยะสุดท้าย ส่งผลทำให้การรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร อาการของโรคที่พบบ่อย ได้แก่ การถ่ายอุจจาระผิดปกติ มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง ถ่ายไม่สุด ถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือด หรืออาจถ่ายเป็นเลือดสด ขนาดลำอุจจาระเล็กลง และมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืดเรื้อรัง เป็นต้น แม้ว่าจะเป็นโรคที่หลายคนอาจรู้สึกกลัว แต่อย่างไรก็ตามมีข้อมูลว่า ส่วนหนึ่งเราสามารถป้องกันการเกิดโรคได้จากการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวข้างต้น รวมถึงการเข้ารับการตรวจคัดกรองโรค ซึ่งหากพบมะเร็งในระยะเริ่มแรกหรือระยะก่อนเป็นมะเร็งจะส่งผลให้การรักษาได้ผลดีและมีโอกาสหายจากโรคสูง ปัจจุบันประชาชนไทยอายุ 50-70 ปีขึ้นไป สามารถเข้ารับการตรวจเม็ดเลือดแดงแฝงในอุจจาระด้วยวิธี Fecal …

กรมอนามัยเตือน ! เจลและสเปรย์แอลกอฮอล์ ติดไฟง่าย แนะ 5 วิธีใช้อย่างปลอดภัยและถูกวิธี

กรมอนามัยเตือน ! ระวังการใช้เจลและสเปรย์แอลกอฮอล์ บริเวณที่มีเชื้อเพลิงหรือเปลวไฟ เช่น กองไฟ เตาแก๊ส การจุดยากันยุง การจุดธูป เป็นต้น เนื่องจากแอลกอฮอล์สามารถติดไฟได้ง่าย แนะ 5 วิธีใช้เจลและสเปรย์แอลกอฮอล์อย่างปลอดภัยและถูกวิธี จากกรณีแฟนเพจ “Survive – สายไหมต้องรอด” เปิดเผยเรื่องหญิงสาวรายหนึ่ง ที่ถูกไฟไหม้ตามร่างกาย หลังฉีดพ่นแอลกอฮอล์ใส่ตัว และเดินไปจุดยากันยุงนั้น โดยทั่วไปแอลกอฮอล์สำหรับฆ่าเชื้อ เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ ความเข้มข้น 70 – 90 เปอร์เซนต์ มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคมากที่สุด แต่ไม่ควรทาหรือราดทั้งตัว เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 เพราะเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถป้องกันโรคได้จริง อีกทั้งอาจเกิดอันตรายได้หากกระเด็นเข้าสู่ดวงตาหรือเนื้อเยื่อเนื่องจากแอลกอฮอล์เป็นสารติดไฟง่าย หากใช้แอลกอฮอล์ทาทั้งตัว และเข้าไกล้ไฟ จะทำให้เกิดไฟไหม้และเป็นอันตรายได้ จึงควรใช้อย่างปลอดภัย 5 วิธี ดังนี้ ไม่ควรใช้สเปรย์แอลกอฮอล์บริเวณที่มีเชื้อเพลิงหรือเปลวไฟ เช่น กองไฟ เตาแก๊ส การจุดยากันยุง การจุดธูป เป็นต้น เนื่องจากแอลกอฮอล์สามารถติดไฟได้ ไม่ควรแบ่งแอลกอฮอล์สำหรับการฆ่าเชื้อ ใส่ในขวดน้ำ เพราะอาจมีผู้เข้าใจผิดว่าเป็นน้ำดื่มได้ ไม่ควรเก็บแอลกอฮอล์ไว้ในรถที่จอดตากแดด เพราะในรถอุณหภูมิสูงจะทำให้แอลกอฮอล์ระเหย และประสิทธิภาพลดลงจนไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ไม่ฉีดสเปรย์แอลกอฮอล์ในที่แคบ จะทำให้เกิดการฟุ้งโดนใบหน้า เข้าตา …

แจก 5 สูตร ขนมไหว้วันตรุษจีน เสริมความเป็นสิริมงคล เฮงๆรวยๆตลอดปี

เทศกาลวันตรุษจีน 2565 นอกจากจะเป็นการพบปะและรวมตัวของทุกคนในครอบครัวแล้ว แต่สิ่งที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การจัดเตรียม การประกอบอาหารพร้อมด้วยขนมต่างๆ ที่นับได้ว่าเป็นขนมมงคลไว้ใช้บูชาบรรพบุรุษ ด้วยเหตุดังกล่าวทางเราจึงอยากจะนำเสนอ 5 สูตร ของขนมไหว้วันตรุษจีน เพื่อเสริมความเป็นมงคลและความโชคดีได้โดยตรง นอกจากจะมีรสชาติที่หอมอร่อยแล้ว ขนมไหว้ตรุษจีนทั้ง 5 สูตรก็ยังมีความหมายดีๆ อีกด้วย 1.ขนมเทียน ขนมไหว้ตรุษจีนที่มีความหมายถึงความสว่างและความรุ่งเรือง วัตถุดิบ แป้งข้าวเหนียว 300 กรัม กะทิ จำนวน 3 ถ้วย น้ำตาลปี๊บ ประมาณ 250 กรัม มะพร้าวทึนทึก จำนวน 2 ถ้วย น้ำเปล่า จำนวน 1 ถ้วย การทำไส้หวาน ให้เคี่ยวน้ำตาลปี๊บพร้อมทั้งน้ำเปล่าด้วยไฟกลาง จนน้ำตาลมีลักษณะแตกฟอง ใส่มะพร้าวทึนทึก ทำการเคี่ยวต่อจนกระทั่งเหนียวพอที่จะปั้นให้เป็นรูปทรงได้ พักไส้ไว้สักครู่แล้วจึงปั้น การทำแป้งขนม  ใช้ไฟอ่อนตั้งกะทิพร้อมทั้งใส่น้ำตาลปี๊บ เมื่อน้ำตาละลายจึงจะปิดไฟ เทน้ำกะทิใส่ลงในแป้งข้าวเหนียว ค่อย ๆ นวดแป้งเรื่อย ๆ จนกะทิหมด หากแป้งเข้าที่แล้วให้พักไว้ …

กรมอนามัยชี้แนวทาง ! แนะวัยทำงานใช้ 7 วิธีปฎิบัติช่วง Work from Home

แนะ ! Work from Home มาตรการเข้มป้องกันโควิด-19 พร้อมเลือกกินอาหาร มีประโยชน์ในสัดส่วนที่เหมาะสม ย้ำจัดอุปกรณ์ สภาพแวดล้อมจัดท่านั่งทำงานให้ถูกวิธี เพื่อป้องกันโรคออฟฟิศซินโดรม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในช่วงปีใหม่ รัฐบาลจึงได้ประกาศให้มีมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งหรือที่บ้าน (Work Form Home) รวมถึงสถานที่ต่างๆ ที่ใช้ปฏิบัติงานได้ เช่น โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว ร้านกาแฟ เป็นต้น เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาด ของโรคโควิด-19 หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับบุคคลอื่น ไม่คลุกคลีกับเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เว้นระยะห่างต่อกัน หมั่นล้างมือ และถ้าจำเป็นต้องใกล้ชิดกับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา หมั่นสังเกตตนเอง หากมีอาการเสี่ยงให้ทดสอบเบื้องต้นด้วยชุดตรวจ ATK ประเมินตนเองด้วย “ไทยเซฟไทย” หรือแอปพลิเคชันอื่น ๆ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า โต๊ะทำงานที่บ้านควรอยู่ในบริเวณที่โปร่ง โล่ง หรือจัดมุม ไม่อยู่ใกล้กับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ควรเปิดประตูหน้าต่างเพื่อให้มีการระบายอากาศ หมั่นทำความสะอาดบ้าน ที่พักอาศัย อุปกรณ์ และบริเวณที่มีผู้สัมผัสร่วมกัน เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู ห้องน้ำ …